|
ในกรณีที่ยกตัวอย่างในการผสมผสานขั้นต้น ในบทความที่ผ่านมานั้น เป้นเพียงการนำความหมายของดวงดาว ผสมกับธาตุแบบอนุบาล ยังไม่ได้มีการแบ่งชั้นธาตุราศี การนำธาตุของดวงดาวมากกล่าว หรือแม้แต่การมองเรื่องตำแหน่งมาตราฐาน และเรือนชะตา ในการมองและการอ่านธาตุในชั้นนี้นั้น จำเป็นต้องฝึกฝนให้มาก เพื่อจะก้าวสู่การผสมธาตุในระดับอื่นๆ ซึ่งในการผสมธาตุชั้นนี้นั้นกว่าจะผสมเองและเข้าใจเองของทุกดาวทุกดวง อาจจะต้องใช้เวลาอย่างเร็วสุดประมาณ4-6เดือน สำหรับผู้เริ่มเรียน เพราะต้องผสมเองและคิดเองให้ได้เองจริงๆ ไม่ได้ในตำราหรือในข้อเขียน วิชาโหราศาสตร์สายนี้ไม่เหมือนวิชาโหราศาสตร์สายอื่น ที่ตำราว่าอย่างไรต้องว่าอย่างนั้น วิชาโหราศาสตร์สายนี้ต้องนำไปใช้จริง จึงจะเกิดผล และต้องอยู่ในสนามจริง
ในเรื่องธาตุราศีนั้น มีสามระดับชั้นธาตุ แต่ละระดับชั้นธาตุนั้นมีความเข้มข้นต่างระดับกัน ซึ่งในระชั้นธาตุราศีที่แตกต่างกันนั้นจะแสดงผลพลังงานที่ต่างกัน
ราศีต้นธาตุ จะหมายถึงราศีที่มีอณูของธาตุนั้นๆอยู่อย่างเข้มข้น ราศีกลางธาตุ จะหมายถึงราศีที่มีอณูของธาตุนั้นๆอยู่อย่างพอดี ราศีปลายธาตุ จะหมายถึงราศีที่มีธาตุนั้นๆอยู่อย่างเบาบาง
ทำไมถึงกล่าวและเขียนไว้เช่นนี้ ซึ่งไม่เหมือนในตำราใดๆ ที่เรียกว่าจรราศีบ้าง อุภัยราศีบ้าง สถิรราศีบ้าง เนื่องจาก ศัพท์ทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อนำมาแปลค่าแล้วเราไม่ทราบว่าค่าที่แปลตรงตัวอย่างนั้นจะถูกต้องตามหลักที่ครูโหรฯนั้นได้วางไว้หรือไม่ อย่างเช่นจรราศี ที่เราเรียกว่าราศีเคลื่อนไหว ถ้าเกิดเราไปมาองถึงราศีมังกรราศีต้นธาตุดิน ธาตุดินมีความหมายถึงความหนักแน่น ความมั่นคง การคงอยู่ การอยู่กับที่ แล้วความหมายจรราศีคือการเคลื่อนไหว มันก็จะขัดกัน การขัดกันนี้ เราเองซึ่งเป็นรุ่นหลังนั้น อาจจะแปลความหมายของคำว่าจรราศรีผิดไปจากปรัชญาความคิดเดิมของรุ่นเก่าก็ได้ เราแปลทับศัพท์ตรงๆ ซึ่งมันจะใช่แน่หรือเปล่าเรายังไม่รู้ หรืออย่างเช่น สถิรราศี ซึ่งแปลว่าราศีคงที่ เรามาใช้ในความหมายของราศีที่ไม่เคลือนไหว แล้วถ้าเป้นราศีกุมภ์ ซึ่งเป็นราศีกลางธาตุลมเล่า มีหรือลมมจะไม่เคลื่อนไหว ถ้าลมไม่เคลื่อนไหวจะเป็นลมได้อย่างไร ฉะนั้นผมจึงยกความหมายของคนรุ่นเก่าไว้ เพราะไม่รู้เราแปลผิดหรือไม่
ในระดับพลังงานของธาตุราศี ที่กล่าวไว้นั้น ความแตกต่างนี้เป็นปัจจัยในการพยากรณ์ในระดับสูง ซึ่งจะแยกเหตุการณ์กัน โดยมีความหมายของดวงดาวเข้ามาผสมผสาน ธาตุราศีนั้นเปรียบเสมือนบ่อธาตุใหญ่ที่สามารถ ส่งพลังงานธาตุไปแทรกซึม ดวงดาวที่เข้ามาอยู่ในราศี ให้เกิดสภาวะมีความคล้าย กับการแสดงผลของธาตุราศีนั้นๆ เสมือนหนึ่งเรานำเนื้อหมูไปแช่ในน้ำที่มีความหวานของน้ำตาล แช่ไว้สัก 6ขั่วโมง ความหวานของน้ำตาลก็จะแทรกซึมเข้ากับเนื้อพื้นผิวภายนอกของหมู และค่อยๆแทรกซึมสู่ภายใน แต่ถ้าผมจะถามว่าชิ้นเนื้อนั้นยังเป็นเนื้อหมูอยู่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเป็นเนื้อหมู แม้เวลาเอาไปต้มหรือทอดหรือย่าง ก้จะมีรสหมูคงอยู่ แต่มีความหวานของน้ำตาลเข้าไปผสมให้เกิดความอร่อยย่งขึ้น หลักการผสมธาตุก็คล้ายกัน อย่างไรความหมายของดวงดาวนั้นบางอย่างยังคงอยู่ ความหมายของธาตุราศีนั้นมาปรับเปลี่ยนการแสดงผลของดวงดาวบางประการเท่านั้น
หลักการมองความหมายของดวงดาวนั้น โดยหลักใหญ่เราจะมองในสองประการ ซึ่งได้แก่
๑)พลังงานของดวงดาว อันนี้ให้มองที่ตำแหน่งมาตราฐาน ๒)การแสดงผลของดวงดาว อันนี้ให้มองที่ความหมาย
ในหลักของการใช้ธาตุเข้าไปผสมผสานนั้น จะทำหน้าที่แทรกซึมการแสดงผลของดวงดาว เท่านั้น ซึ่งทำให้ความหมายของดวงดาวเมื่อแสดงผลเกิดการเปลี่ยนแปลงไป และถ้ามีดวงดาวหลายๆดวงส่งกระแสถึง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายจนบางทีความหมายของดวงดาวแต่ละดวงนั้นไม่ค่อยมีการแสดงผลโดยบริสุทธิของตัวเองเลย ดวงดาวที่แสดงผลบริสุทธิของตนเองหายากมาก ฉะนั้นการที่เราจะท่องจำว่าดาวดวงนั้นอยู่ราศีนั้นจะต้องเป็นเช่นนี้ หรือดาวดวงนี้อยู่ราศีนี้อยู่นวางค์นี้จะต้องเป็นเช่นนี้ จะมีความผิดพลาดสูงมาก เนื่องจากมีดาวดวงอื่นๆที่ส่งกระแส ทั้งธาตุทั้งความหมายดาวขัดกันอยู่ เมื่อดวงดาวไม่บริสุทธิ เราจะพยากรณ์แบบความหมายเอกเทศของดวงดาวไม่ได้ แต่ถ้าจะทำแบบท่องจำนั้นพอได้แต่ถ้าลงสนามพยากรณ์จริงนั้นยังไม่เพียงพอ
จุดที่เป็นปัญหาของนักโหราศาสตร์ไทยคือการยึดติดในตำแหน่งมาตราฐาน โดยเฉพาะการแสดงผลของตำแนห่งมาตราฐาน โดยที่ผมแยกไว้ในข้างต้นว่าดวงดาวทั้งหลายนั้นจะแบ่ง หลักใหญ่ๆได้สองกรณี คือพลังงาน กับการแสดงผล แต่โหรฯในยุคหลัง คิดว่าตำแหน่งมาตราฐานนั้นจะนำมาพยากรณ์ใน แบบแสดงผล เช่นมั่นคง รวย ดีเลว จน แต่กลับทำให้เกิดการงงงวยกันมาก เพราะบางดวงมีตำแหน่งมาตราฐานมากกลับจนก็มี แต่โดยมีการไม่เข้าใจวิชากันมากเข้า ก็กลับไปใช้ดวงนวางค์มาคำนวนว่า ทำไมถึงไม่รวยเช่นนั้น น่าจะเป็นเพราะตำแหน่งมาตราฐานผิด หรือปลอม หรือไม่แท้ ซึ่งตรงนี้ผมจะ นำมาขยายและอธบายดั่งนี้
ในการพยากรณ์นั้นในเรื่องของพลังงานซึ่งหมายถึงตำแหน่งมาตราฐานนั้น โดยเฉพาะ สี่ตำแหน่งมาตราฐานหลักนั้น คือเกษตร อุจจ์ ประ นิจ เป็นตำแหน่งของดวงดาวที่แสดงผลด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งหลังงานตามค่าของตำแหน่งมาตราฐาน คือ ๑) มาตราฐานอุจจ์ จะเป็นตำแหน่งที่ดวงดาวนั้นจะเกิดประกายและมีพลังงานสูงสุด ส่งพลังงานมาสูงกว่าปรกติมาก ๒) มาตราฐานเกษตร จะเป็นตำแหน่งที่ดวงดาวนั้น จะมีพลังงานที่สมบูรณ์เต็มที่ การส่งพลังงานมาในรูปแบบสมบูรณืตามค่าพลังงานของดาวดวงนั้นๆ ๓) มาตราฐานประ จะเป็นตำแหน่งของดวงดาวที่มี พลังงานไม่สมบูรณ์มีพลังงานบ้างไม่มีพลังงานบ้าง การส่งพลังงานก็จะส่งพลังงานมาในรูปแบบไม่สมบูรณ์ ๔) มาตราฐานนิจจ์ จะเป็นตำแหน่งที่มีค่าพลังงานเบาบางที่สุด จึงส่งค่าพลังงานที่เบาบางลงมา
ค่าตำแหน่งมาตราฐานนี้มีผลต่ออะไร ค่าพลังงานี้มีผลค่าความหมายตามธรรมาชาติของดวงดาว เช่นดาวอังคาร ๓ เป็นนิจ ไม่ได้แปลว่าเลว แต่ผลของตำแหน่งคือทำให้พลังงานของดาวอังคาร ๓ ที่แสดงผลในดวงนั้นเป็นการแสดงผลแบบบางเบา ซึ่งก็คือดาวอังคาร ๓ แสดงผลไม่เต็มที่ตามที่มันควรจะเป็น ถ้าแต่เดิมความหมายของดาวอังคาร ๓ นั้นแปลว่า นักต่อสู้ พออังคารเป็นนิจ พลังงานน้อยลง ก็ไม่ค่อยต่อสู้มากนัก ถ้าดาวอังคารเป็นความจริงจัง เมื่อดาวอังคารเป็นนิจก็ไม่ค่อยจริงจังมากนัก นี่คือค่าพลังงานของดาวอังคารที่เพลาลง
หรือแม้แต่ดาวอาทิตย์ ถ้าดาวอาทิตย์ ๑ เป็นอุจจ์ ที่ราศีเมษ ก็จะเน้นถึงพลังงานของดาวอาทิตย์มากถ้าดาวอาทิตย์หมายถึงความทะเยอทะยาน ความหวังการอยากมีชื่อเสียง เมื่อเป้นอุจจ์พลังงานก็มาก ก็จะบีบรัดตัวเองให้พุ่งเข้าสู่สิ่งที่มุ่งหวัง ถ้าดาวอาทิตย์ ๑ เป็นนิจจ์ ในราศีตุลย์ พลังงานบางเบา จากทะเยอทะยาน ก็ไม่สนใจ จากการอยากมีชื่อเสียง ก็อยากอยู่เฉยๆไม่แข่งกับใครเพื่อชื่อเสียง จากคนที่ทรนงในยศศักดิ์ก็กลับเป็นอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่คือพลังงานของดวงดาวที่ต่างกัน
แต่ถ้าจะแสดงผลโดยครบองค์ประกอบนั้น จำเป็นต้องอ่านผสมผสานธาตุดาวธาตุราศี ดาวเจ้าเรือน จึงจะกำหนดทิศทางของค่าพลังงานนั้นๆได้ ไม่ใช่ว่าอุจจ์จะดีเสมอไป นิจจ์เลวเสมอไปอันนี้จะทำให้เรามองค่าพลังงานเป็นค่าการแสดงผล ซึ่งไม่ใช่การแสดงผลที่แท้จริงของดาวดวงนั้นเลย
เราจึงต้องแยกความหมายของตำแหน่งมาตราฐาน กับการแสดงผลของความหมายโดยครบองค์ประกอบนั้น แยกออกจากกัน ถ้าเราแยกออกได้ การใช้ดวงนวางค์จะไม่จำเป็นอีกต่อไป ไม่ต้องเอามาวัดเพื่อจะทราบว่าอุจจ์แท้หรืออุจจ์เทียมหรือไม่ เพียงเพื่อจะดูการแสดงผลของตำแหน่งมาตราฐาน
พลังงานของดวงดาวนี้สามารถนำไปใช้พยากรณ์ในช่วงวัยของอายุได้ผลดีไม่ว่าจะเป็นตรีวัย เป็นทักษา แต่หลักการใช้นั้นมีข้อแตกต่างกันไป
|