|
ในช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึก ถึงภาพปัญหาที่มีอยู่ในการศึกษางานด้านวิชาการโหรฯและด้านการพยากรณ์ ข้าพเจ้าเองศึกษาวิชา โหราศาสตร์มามากพอดู ไม่ว่าจะเป้นโหราศาสตร์ไทย ในสายกาลจักร์ อินทภาษ-บาทจันทร์ การขับดวงเข้านวางค์ สิบลัคณา การใช้ทักษาทายร่วมกับดวงชะตาหลายรูปแบบ การใช้เกณฑ์ชัณษา การใช้เกณฑ์ชะตาจร การใช้ทักษาคู่สมพล การใช้ดวงพาราณาสี หรือแม้แต่โหราศาสตร์ยูเรเนียน และโหราศาสตร์สากล หลากหลายวิชาที่ข้าพเจ้าเรียนมา ซึ่งข้าพเจ้าเมื่อเรียนและทดสอบไปมาเรื่อยๆนั้น ไม่ว่าวิชาใดก็ให้ความพึ่งพอใจในการพยากรณ์แก่ข้าพเจ้าไม่ได้
โดยเฉพาะโหราศาสตร์ไทย นั้นมีปัญหามากมาย ข้าพเจ้านำลงพยากรณ์จริงกัสนามจริงทั้งหมด และวัดผลวิชาการที่ร่ำเรียนมา หลากหลายวิชา นั้นเมื่อนำมาพยากรณ์ด้วยผลจริงๆไม่ต่ำกว่า 3000-5000 ในการทดสอบนั้น บ้างผิดบ้างถูก และที่น่าขำคือว่า เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วพอรู้เรื่องแล้ว วิชาไหนก็มั่วได้ถูกทั้งสิ้น แต่ก่อนเรื่องที่จะเกิดเล่า เราจะพยากรณ์ให้มันถูกได้อย่างไร คำว่าถูกสำหรับผมไม่ใช่แค่ดีหรือเสีย หรืออย่างเช่นคุณมีปัญหาเรื่องการเงินที่เกี่ยวกับญาติ สำหรับผมคำพยากรณ์แค่นี้ไม่เพียงพอ ผมต้องการรู้ทุกอย่างในดวงชะตาดุจแทรกซึมไปในชีวิตของผู้ที่มารับคำพยากรณ์ ทั้งสุขทั้งทุกข์
วิชาที่ผมเรียนมาทั้งหลายนั้นมิได้ให้ความกระจ่างกับผมตรงนี้เท่าไหร่นัก หลายท่านคงคิดว่าผมเองคงใช้วิชาไม่ได้ถึงขั้นถึงคิดแบบนี้ ผมบอกตรงๆครับว่า ผมเองอยู่กับวิชาโหราศาตร์ไทยตั้งแต่อายุ 14 ปี ตั้งแต่เป็นคนหนึ่งที่เที่ยวนั่งไปยืนข้างๆแผงหมอดู และเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าวิชาโหราศาตร์ไร้สาระ จากความคิดตรงนี้ทำให้ผมต้องคร่ำหวอดอยู่จนถึงปัจจุบันคงจะเป้นผลกรรมที่ผมไปคิดไม่ดีกับลุงหมอดูท่านหนึ่งเป็นแน่ ตั้งแต่อายุ 19 เป็นต้นมา ผมก็ใช้ชีวิตกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และได้เข้าสอนในวัดราชนัดดาตอนอายุ 21-22 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นเด็กคนแรกเลยมั๊งครับที่สมาคมโหราศาสตร์นานาชาตินั้นให้ขึ้นสอน และมาพอมีชื่อในระยะต่อมา หลังจากนั้นผมก็เลือกทางเดินชีวิตเป็นนักพยากรณ์ ซึ่งกลายเป็นอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงผมมาถึงปัจจุบัน
ท่านคิดหรือไม่ครับว่าในยุคนั้น ไม่ได้มีการยอมรับนักพยากรณ์เด็กๆสักเท่าไหร่ แต่ผมไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลยหลังจาก อายุ 21-22 นอกจากอาชีพโหรฯ และทำให้มีกินมีใช้ถึงปัจจุบัน สำหรับท่านผู้อ่านเองท่านใด ลงสนามพยากรณ์เป็นอาชีพ โดยไม่โฆษณาทางทีวี และให้วิชาโหราฯเลี้ยงชีพโดยวิชาเดียว และท่านสร้างครอบครัวได้เป็นเวลา 16-17 ปีในการตัดสินใจออกมาทำเป็นอาชีพ โดยมิได้มีงานอื่นและทรัพย์สินอื่นพยุงค้ำชูเลยสามารถสร้างฐานให้กับตัวเองได้ ท่านคิดว่าวิชาความรู้ของคนคนนั้นเป็นเยี่ยงไร สำหรับท่านที่ไม่ชอบใจผมเท่าไหร่ในสังคมโหรฯ และท่านมองว่าวิชาของท่านแน่ ขอให้ท่านตัดสินใจลาออกจากงาน สละทรัพย์สินทุกอย่างที่มี ยืนหยัดหาเลี้ยงชีพโดยวิชาโหรฯ ท่านจะรู้เองครับว่า วิชาของท่านที่คิดว่าแน่ๆนั้นจะพาท่านมีกินไปได้สักกี่น้ำ โดยไม่พูดถึวงความเชื่อที่งมงาย โดยไม่มีการหลอกผู้มาตรวจดวงชะตา โดยไม่มีการกระทำพิธีคุณไสยต่างๆ ท่านจะทำได้ไหม
ผมเองถือว่าได้อุทิศเวลาหนึ่งของชีวิตลงไปกับวิชาโหราศาสตร์ ในการพยากรณ์เพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำให้ผมเองได้ความคิดหลายสิ่งมาจากการพยากรณ์ดวงจริง สิ่งที่ทำให้ผมท้อแท้นั้น คือวิชาโหราศาสตร์ที่เรียนมาทั้งหมดนั้น แค่พอทายดวงได้ถูกบ้างเท่านั้น คำว่าพอแค่ทายดวงให้ถูกนั้น คือมีโอกาสทายถูกกับทายผิดเป็นอัตรา 70/30 และบางครั้งทายไม่ถูกเลยก็มี บางครั้งพอทายเข้าฝักก็ทายถูกแบบผีจับยัด แต่นั่นเป็นการใช้ความรู้สึกเข้าไปร่วมกับการพยากรณ์(หลายท่านอาจจะใช้คำว่าเป็นจิต) แต่สำหรับผมถือว่าไม่ใช่วิชาพยากรณ์ไม่ใช่ศาสตร์ ผมจึงไม่พยายามใช้จิตหรือความรู้สึกนั้นมาร่วมพยากรณ์อีก
ในสิ่งที่ผมตัดสินใจลงไปนั้น คือการเลือกเดินและดำเนินชีวิตเลี้ยงชีพด้วยสายวิชาโหราศาสตร์นั้น ทำให้ผมได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง ในแรกๆนั้น เมื่อผมตัดสินใจลงพยากรณ์ ผมไม่มีคนมาแม้จะมาตรวจดวงชะตาเลย เพราะผมเป็นเด็ก อายุยังน้อยมาก (น้อยกว่ากฤษณ์คอนเฟริม์ตอนนี้อีก)ไม่มีคนมาตรวจดวงเป็นเวลา 3เดือนเต็มๆ ตอนนั้ผมไม่มีรายได้ด้านอื่นเลย และผมก็ตั้งใจแน่วแน่ว่า เอาละตายเป็นตาย อย่างไรก็ต้องนั่งพยากรณ์ดวงเพื่อหาเงิน อยู่กับโหราศาสตร์เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ก็ตั้งอธิฐานจิตว่าถ้ามีวาสนากับวิชาโหราศาสตร์ขอให้ข้าพเจ้ามีคนมาตรวจดวงกับข้าพเจ้าจนพอมีเงินมาประทังเลี้ยงชีพได้ และตั้งใจไว้ว่า ต้องสัมฤทธิ์ ผล 1 อาทิตย์ ก็มีคนเข้ามาให้ผมตรวจดวงชะตา หลังจากนั้น สองวัน
ก็ค่อยๆทยอยกันมา และพอผมพยากรณ์ไปนั้น บางท่านก็บอกว่าไม่ถูกนะน้อง ผมก็เลยขอความรู้จากชีวิตจริงของเขาเป็นทานวิชา ก็ได้มุมมองหลายอย่างและทำให้เข้าใจดวงชะตามากขึ้น แต่พอพยากรณ์ไปหนึ่งปี ทุกวิชาที่ใช้พยากรณ์นั้นไม่ได้ให้ความกระจ่างชัด กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเท่าไหร่ ผู้ที่มาตรวจดวงเริ่มเบาบางลง ในปีแรกที่ผมพยากรณ์ดวงชะตา ผมมีคนมาตรวจดวงตกวันล่ะ สองคนบ้างคนหนึ่งบ้าง เป็นอัตรารวมกันประมาณ 800-900ดวงชะตา(แต่จำนวนนี้น้อยกว่าลูกศิษย์ผมบางคนที่พยากรณ์ดวงอยู่ที่ท่าพระจันทร์ ที่หน้าราม ปีแรกของพวกเขาได้ประมาณต่อวันวันล่ะ5-8 คน ปีหนึ่งก็ประมาณ 1500-1800 ดวง)
ถึงแม้มีคนมาตรวจดวงบ้าง แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า วิชาที่ศึกษามานั้นให้คำตอบได้ไม่ถึงจุดที่น่าพอใจ และช่วงนั้นผมเองได้นำวิชาต่างๆที่เรียนมานั่งวัดผลการพยากรณ์กับดวงทั้ง 800-900 ดวงนั้นและจะเลือกเฉพาะดวงที่ติดตามผลได้เท่านั้น ซึ่งผลของการลองวิชาตามระบบ ไม่น่าพอใจ แล้วรู้สึกว่าวิชาที่ศึกษามานั้น ไม่เป็นที่เพียงพอกับการตอบรับของผู้ที่มาตรวจดวงสักเท่าไหร่ แต่ก็เก็บความงงอันนี้อยู่ในใจ
ปีที่สองของโลกการพยากรณ์ เป็นผลที่ไม่น่าพอใจนัก กับวิชาผมพยายามพยากรณ์ให้ลึกยิ่งขึ้น แต่ก็มีปัญหามากขึ้น เพราะวิชานั้บเริ่มมีตัวสอดแทรกมากขึ้น เท็จบ้างจริงบ้าง ผู้ที่มาตรวจดวงเปลี่ยนหน้ามา บางคนก็หายไป พอครบสองปี ผมจึงมองว่าตัวผมเองใช้วิชาไม่ถูกต้องหรือปล่าว ก็กลับไปทวนวิชาใหม่ ผลปรากฎว่า ก็ใช้ตามเกณฑ์วิชา แต่พอไปหาอาจารย์ผู้ที่สอนวิชาให้ ท่านก็ไม่สามารถให้คำตอบได้
ผมจึงเอาดวงที่ดูมาทั้งหมดมานั่งตรวจทานวิชา พบว่าวิชา ที่ศึกษามานั้นไม่สามารถให้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ จึงคิดหาทางแก้ไขปัญหา แล้วจึงเห็นสิ่งหนึ่งว่า อาจารย์หลายท่านที่สอนผมมานั้น ท่านก็อ่านจากตำรา และบางคนก็มีอาชีพหลักอยู่ จึงไม่ค่อยได้รับตรวจดวงชะตาเท่าไหร่นัก เมื่อไม่รับตรวจดวงชะตาเป็นอาชีพ พอผมเอาวิชามาใช้ประกอบเป็นอาชีพหลักจึงมีปัญหาจึงต้องเสาะหาอาจารย์ใหม่
อาจารย์ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ผมเสาะหาต้องเป้นนักพยากรณ์ และมีระบบวิชาชัดเจน และยังมีชีวิตอยู่ ผมจึงตกลงใจเสาะแสวงหาอาจารย์ ซึ่งเป็นโหรยุคกึ่งพุทธกาล คือ อาจารย์ประทีป อัครา การศึกษาวิชาจากท่านอาจารย์ประทีป นั้นยากเย็น เพราะท่านไม่รับศิษย์ ผมจึงได้ใช้ความศรัทรา ความคุ้นเคย(คือไปหาท่านบ่อยๆ) จนท่านได้ให้ความรู้หลายเรื่องหลายอย่าง ทั้งสิ่งที่เป็นสิ่งรอบตัว ความเป็นจริงของโลกโหราศาสตร์
เมื่อข้าพเจ้าได้ความเข้าใจในหลายๆเรื่องจากท่านอาจารย์ประทีป อัครา จึงไปนั่งประมวลผลวิชาใหม่ไปนั่งลองวิชาใหม่ และออกพยากรณ์อีกครั้ง ซึ่หลายๆอย่างที่ผมไม่เข้าใจ ก็ได้คำปรึกษาจากอาจารย์ประทีป จนปัญหาสำหรับการพยากรณ์ต่างๆนั้นได้ลุล่วง และก็มีปัญหาใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผมเองเริ่มไม่ค่อยแน่ใจในวิชาการต่างๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งที่ผมถูกจุดประกายเรื่องธรรมชาติขึ้นมา
ผมเองได้คิดถึงปัญหาของระบบวิชาในการพยากรณ์ บางครั้งก็ถูกบางครั้งก็ผิด ซึ่งผมไปหาท่านอาจารย์อีก และได้คำที่สำคัญมาคำหนึ่งว่า
"การอ่านดวงชะตาของมนุษย์นั้นเหมือนการอ่านธรรมชาติ มนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ เมื่อเข้าใจธรรมชาติจึงเข้าใจมนุษย์ วิชาโหราศาสตร์เมื่อนำมาพยากรณ์เหตุการณ์สำหรับมนุษย์ ยิ่งต้องศึกษาถึงธรรมชาติ อะไรที่ผิดธรรมชาติไม่ใช่วิชาโหราศาตร์ คุณพายัพ คุณต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติให้มาก แล้วคุณจะเข้าใจโหราศาสตร์และชีวิตมนุษย์เอง"
จากคำคำนี้นั้น ทำให้ผมหันมาศึกษาธรรมชาติมากขึ้น และทำความเข้าใจอยู่นาน จนค้นพบเรื่องปัญหาของการพยากรณ์จุดหนึ่งคือเรื่องธาตุ มองถึงการแยกเยอะข้อมูลในการพยากรณ์ต่างๆ และได้ผลขึ้นมาขั้นหนึ่ง จึงนำเรื่องเหล่านี้ไปปรึกษาอาจารย์ประทีป ซึ่งท่านก็ให้คำปรึกษาว่าธาตุเป้นเรื่องละเอียดละอ่อน ละเมียดละไมมาก นักโหราศาสตร์ไทยหลายท่านก็ใช้ธาตุเป็นตัวพยากรณ์ ทำให้ผมได้เข้าใจว่าผมเริ่มมาถูกทางแล้ว ผมจึงดำเนินเรื่องการศึกษา เรื่องธาตุต่อมาเรื่อยๆ และจากการศึกษาเรื่องธาตุนี้เองทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนของผู้ที่มาตรวจดวงขึ้นเรื่อยๆ จนผมสามารถเลี้ยงชีพได้จากการเป็นนักพยากรณ์ และไม่สงสัยในวิชาโหราศาสตร์ไทยที่แสนซับซ้อนนี้อีก
(พรุ่งนี้จะมา กล่าวถึงเรื่องธาตุในโหราศาสตร์ไทยต่อระบบปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในวิชาการที่ผมพบมา)
|