| ทักษามหาภูติ โดยนายหนูพเนจร ๔ |
|
วันนั้น หลังจากพระฉันเช้าเสร็จแล้ว นายหนูตั้งใจจะออกไปดำเนินอาชีพตามที่เคยปฏิบัติ แต่ท่านแคล้วแนะนำให้รู้จักกับแขกที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญกับท่าน เป็นข้าราชการบำนาญ มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องโหราศาสตร์ดีผู้หนึ่ง และได้มาสังสรรค์สนทนากับท่านแคล้วเป็นประจำ นอกจากท่านขุนก็มีสุภาพสตรีท่าทางภูมิฐาน วัยประมาณ 40 เศษอีกผู้หนึ่ง
“โยมหนูนี่ต้องถือว่า เป็นครูสอนวิชาพยากรณ์ให้แก่อาตมาคนหนึ่ง” ท่านแคล้วแนะนำกับท่านขุนและสุภาพสตรีที่มาหา
“อ้อ ดี เล่นทางไหนล่ะ” ท่านขุนปฏิสันถารด้วยท่าทางเหมือนกับผู้ใหญ่พูดกับเด็ก เพราะวัดเอาจากลักษณะการแต่งกายแล้ว เห็นได้ว่าคงไม่ใช่คนมีฐานะสำคัญอะไรนัก
“กระผมใช้หลักทักษา – มหาภูติขอรับ” นายหนูตอบอ่อนน้อม
“เออ ชื่อแปลกดีนี่ ไม่เคยได้ยิน มันเป็นยังไงไอ้มหาภูตินี่น่ะ" ท่านขุนซัก ทำท่าสนใจ
“เป็นดวงคล้ายๆ ทักษานะ โยม ใช้ตั้งขึ้นจากวันเกิด” ท่านแคล้วรับหน้าที่เป็นผู้อธิบาย “ใช้ทายได้เด็ดขาดชัดเจนดีไม่เลวทีเดียว” หันมาทางสุภาพสตรีที่นั่งพับเพียบฟังอย่างสงบอยู่อีกด้านหนึ่ง “ถ้าวันนี้โยมมีเรื่องจะให้ตรวจดวงชะตาละก็นับว่าโชคดีเจียวละ เพราะมีผู้มีความรู้ชำนาญชั้นครูแต่ละสาขาอยู่กันพร้อมหน้า”
“เป็นบุญของดิฉันเจ้าค่ะ” สตรีผู้นั้นยกมือประนมพูดด้วยอาการยิ้มแย้มแสดงความยินดี “วันนี้ก็ตั้งใจจะมาขอความอนุเคราะห์จากท่านค่ะ อยากให้ช่วยตรวจดวงของคุณผู้ชายให้หน่อย” พูดจบก็จัดแจงเปิดกระเป๋าหยิบดวงชะตาที่ผูกไว้เรียบร้อยแล้วส่งไปถวาย ท่านแคล้วหยิบดวงขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่งก็ส่งให้ท่านขุน ซึ่งรับมาส่งต่อให้นายหนูโดยไม่ได้ดู “หมอเอาหน่อยซิ”
“ไม่ละครับ” นายหนูประนมมือบอกปฏิเสธ
“ไม่ก็ไปบวชซะ” คำตอบของนายหนูทำให้เจ้าแก้วนึกถึงคำของเจ้าพ่อค้าขายผ้า แล้วอดสอดไม่ได้
สายตาของทุกคนในกุฏิหันมาทางเจ้าแก้วอย่างไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ
“มันเรื่องอะไรกันเจ้าแก้ว” ท่านแคล้วถามขึ้น
เจ้าแก้วทำหน้าที่บรรยายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างถี่ถ้วน ทำเอาทุกคนอดหัวเราะเพราะนึกขำไม่ได้
“เมื่อเช้านี้อยากให้หลวงอาได้เห็นกับตาเหลือเกิน” เจ้าแก้วเล่าต่อเพราะรู้สึกขัดๆ นัยน์ตา ที่ท่านขุนวางท่าทำเป็นเจ้านายใหญ่โตเหมือนจะข่มนายหนูคนที่ตัวศรัทธานับถือ จึงเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาข่มสำทับท่านขุนเล่น “พอเจ้าคนขายผ้านั่นรู้ว่าลุงหนูดูชะตาได้ มันสนใจขอร้องให้ช่วยดูให้เพราะการค้าของมันไม่ดี พอรู้วันเดือนปี ลุงหนูก็บอกมันว่า ถ้าจะค้าขายให้ถูกดวงชะตาต้องขายยา มันตื่นเต้นใหญ่บอกว่า พ่อมันเป็นหมอแผนโบราณอยากให้มันมีอาชีพเป็นหมอหรือขายยาอยู่เหมือนกัน ยอดก็ตรงที่ลุงหนูทายโดยไม่ต้องลงเลขผานาทีเลย แล้วทายได้แม่นยังกับจับวางเสียด้วย”
พอเจ้าแก้วเล่าจบ สายตาทุกคู่ก็เบนมาที่นายหนู ท่านขุนยื่นดวงไปให้อีก “เอาหน่อยน่า” ท่านขุนคะยั้นคะยอ
“กระผมยังไม่บวชหรอกครับ เชิญท่านขุนเถิด วิธีการของผมต้องการเพียงวันเดือนปีเกิดเท่านั้น” นายหนูบอก
ท่านขุนวางดวงชะตาลงกับพื้นตรงหน้า เพื่อให้ท่านแคล้วได้เห็นด้วย
นายหนูหยิบกระดานชนวนคู่มือพร้อมด้วยดินสอหินออกมาจากกระเป๋า ชะโงกดูวันเดือนปีจากแผ่นดวงชะตาแล้วลากเส้นปราดๆ ตามที่ถนัด
“ปีนี้ อายุตกภูมิอาทิตย์” นายหนูบอกหลังจากที่เขียนทักษา – มหาภูติเสร็จ
“เอ๊ะ ทำไมเร็วนักล่ะ” ท่านขุนคิดอายุนับทบทวน แล้วท้วงว่า “จะไม่ถูกกระมัง หมอ เขาเกิดวันจันทร์ อายุย่าง ๔๕ เอา ๙ หารลงตัวพอดี ไม่ตกภูมิกลางหรอกรึ”
“นับตามแบบของกระผม ไม่ผิดหรอกครับ เพราะแบบของกระผมไม่มีภูมิกลาง” นายหนูอธิบาย
“เออ แปลกดี” ท่านขุนอุทาน “ว่าไปตามแบบของหมอก็แล้วกัน”
“ชะตาปีนี้มีเคราะห์เรื่องเงินๆทองๆ ถ้าลงทุนค้าขายจะไม่ค่อยได้ผล เพราะจะมีอุปสรรค ถ้าทำราชการหรือเป็นลูกจ้างต้องคอยระวังจะมีเรื่องผิดใจกับนาย” นายหนูออกคำพยากรณ์อย่างไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก
“เป็นหมอวางยาเลย ไม่ซักถามให้รู้อาการวิเคราะห์สมุฏฐานของโรคเสียก่อน ไม่กลัววางยาผิดรึหมอ” ท่านขุนท้วงติงให้สติ เมื่อเห็นนายหนูทายโผงผางไม่พูดพล่ามทำเพลง
“สมุฏฐานอาการโรคมักบอกอยู่ในตัวเลขแล้วขอรับ” นายหนูเอาดินสอหินชี้กราดไปบนกระดานชนวน หันมาถามสตรีผู้นั้นว่า “คุณผู้ชายมีเรื่องอะไรทำนองนี้หรือเปล่าล่ะครับ”
“ค่ะ กำลังมีอยู่ เป็นเรื่องอิจฉาริษยากัน คือมีคนไปฟ้องเจ้านาย ดูท่านก็จะเชื่อเสียด้วย จึงอยากให้ดูว่าเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีอะไรร้ายแรงไหม”
“เล่าความเป็นมาให้ละเอียดหน่อยซิ จะได้ตรวจให้ถูกจุด” ท่านขุนซักต่อ
“เรื่องมันก็เกี่ยวกับลงทุนเหมือนกันแหละค่ะ คือคุณเป็นข้าราชการ แต่ก็มีงานพิเศษเข้าหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดบริษัทด้วย มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ฟ้องว่าคุณใช้อำนาจหน้าที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและกีดกันคนอื่นที่ไม่ใช่พวกพ้อง ผู้ใหญ่ก็สนใจด้วย ได้ข่าวว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนค่ะ”
“ตอนนี้คงไม่เป็นไรแล้วละคุณ ดาวมันพ้นราศีโทษไปแล้ว” ท่านขุนชี้ที่ดาวพฤหัสจร “ดาวพฤหัสเพิ่งยกไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เท่ากับกัมมะพ้นเรือนกาลกิณีไป”
“พฤหัสยกพ้นเรือนเสาร์ แต่ก็ไปเจอเสาร์เดิมเข้าอีก จะไม่เสียหรือโยม” ท่านแคล้วแย้ง
“ก็ไม่ดีเหมือนกัน แต่คงไม่หนักหนาอะไรหรอก เพราะตัวเสาร์กาลีจรอยู่เรือนศรี ทำให้พิษสงอ่อนลงไป” ท่านขุนอธิบาย
ท่านแคล้วจ้องดูที่ดวงไม่วางตา “ว่ากันถึงเสาร์เป็นกาลกิณี เสาร์เดิมอยู่เรือนราหูภพศุภะ เกิดขัดกับผู้ใหญ่ก็เข้าเค้าอยู่ เสาร์จรก็ยังทับราหูเดิมซ้ำอีก อาตมาเกรงว่าเรื่องยุ่งยากจากทางผู้ใหญ่จะไม่จบลงง่ายๆ ไอ้เรื่องขุ่นข้องหมองใจกันน่ะ มันต้องมีอยู่ แต่ก็จะไม่ถึงกับเป็นโทษร้ายแรงอะไร เพราะกาลกิณีจรซึ่งเป็นตัวโทษสำคัญหย่อนพิษสง”
ท่านขุนย้ำหนักแน่นมั่นใจ “แล้วดาวศุภะกับดาวกัมมะก็สลับเรือนกันอยู่ มันเป็นตัวยืดหยุ่นทำให้ไม่ถึงกับแตกหัก”
“โยมหนูล่ะ เห็นเป็นยังไง” ท่านแคล้วหันมาถามนายหนู ซึ่งนั่งฟังการปุจฉาวิสัชนากันอยู่โดยไม่แสดงความคิดเห็น
“กระผมเห็นด้วยกับท่านขุนว่า มันจะไม่มีโทษร้ายแรงถึงแตกหัก คือไม่ถึงกับถูกออกจากราชการ แต่คุณผู้ชายจะต้องถูกย้ายแน่ขอรับ” ตอนท้ายนายหนูเน้นเสียงแสดงความมั่นใจ “กระผมเกรงว่าเรื่องมันจะมาลำบากตรงงานที่ลงทุนไว้ จะคาราคาซังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะทุนหายกำไรหดน่ะซิครับ”
คำตอบของนายหนูทำให้สีหน้าของคุณนายเปลี่ยนแปลงบอกถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าคุณถูกย้ายละก็เห็นจะลำบากแน่ค่ะ เพราะลงทุนไปมาก และงานก็ยังค้างอยู่ ถ้าคุณไม่อยู่ คนที่เขาไม่ชอบก็คงจะได้โอกาสแกล้งให้เสียหาย” เสียงของเธอขาดหายไปเมื่อนึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
“โยมขุนว่า ดาวกัมมะกับดาวศุภะจรสลับเรือนกัน จะหมายถึง การโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งหรือเปลี่ยนนายใหม่ได้ไหม” ท่านแคล้วหันมาถามท่านขุน
“ก็มีทางที่จะเป็นไปได้” ท่านขุนพยักหน้าคล้อยตาม
“มีทางจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างไหมคะ”
ท่านขุนกับท่านแคล้วต่างก้มหน้าก้มตาเพื่อหาคำตอบอยู่นาน จนนายหนูกระสับกระส่ายเหมือนรู้สึกไม่ทันใจ ตัดบทเสียก่อนว่า
“ผมว่าคุณนายหันมาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเมื่อถูกย้ายดีกว่าครับ ว่าจะมีทางยักย้ายถ่ายเทให้เสียหายน้อยได้อย่างไรบ้าง เพราะเชื่อว่าต้องถูกย้ายแน่ และคงไม่เกินเดือน 6 นี้ อย่าไปคิดแก้ไม่ให้ต้องถูกย้ายเลย เสียเวลาเปล่าๆ”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(จาก หนังสือ ดวง รายเดือน ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ประจำเดือน เมษายน ๒๕๑๙) บทความที่เกี่ยวข้อง |

