| จตุรงคโชค สื่อนำโชค(ดีหรือร้าย)ประจำชีวิต ๑ |
|
วิชาโหราศาสตร์ ได้แก่วิชาผูกดวงดูชะตาชีวิต ความจริงเป็นศาสตร์ที่มีสมรรถภาพและคุณสมบัติเช่นเดียวกับศาสตร์อื่นๆ ทั้งหลายในโลก แต่เพราะคนบางคนมองศาสตร์นี้ผิดไป เข้าใจว่าเป็น “ศาสตร์วิเศษ” ซึ่งผิดไปจากความเป็นจริง จึงทำให้เกิดความผิดหวัง เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และเกิดเดียดฉันท์ขึ้นอย่างไม่ค่อยจะถูกต้องและเป็นธรรมนัก
การกล่าวว่าวิชาโหราศาสตร์มีคุณค่าและประสิทธิภาพเท่าเทียมกับศาสตร์อื่น ก็คงจะมีผู้ค้านอีกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผลจากการใช้วิชานี้พยากรณ์ ปรากฏว่ายังถูกบ้างผิดบ้างอยู่
หมายความว่า โหราศาสตร์ยังไม่ได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงยังจะเอามาเทียบกับศาสตร์อื่นๆ ไม่ได้
ลองช่วยกันคิดดูด้วยความเป็นธรรมว่า ในชั่วชีวิตของท่านผู้อ่านเอง เคยพบศาสตร์ไหนที่ให้ผลถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เสมอไปบ้าง
เภสัชศาสตร์ ที่ปรุงยาออกจำหน่ายเต็มท้องตลาด บอกสรรพคุณไว้นานาประการ เมื่อซื้อมากินมาใช้ ก็ปรากฏว่าหายบ้างไม่หายบ้าง
แพทย์ศาสตร์ ก็ยังไม่ถึงขั้นรักษาคนหายได้ทุกโรคทุกราย ยังมีหายบ้างไม่หายบ้าง และตายบ้าง
พาณิชย์ศาสตร์ เป็นอย่างไร การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ ต้องเปลี่ยนตัวกันบ่อยๆ คงเป็นที่ทราบๆ กันอยู่
เศรษฐศาสตร์ ควบคุมเศรษฐกิจได้ผลแค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นที่เห็นๆ กัน
แต่ทำไมศาสตร์ทั้งหลายจึงยังเป็นที่ยอมรับ ยังใช้และยังศึกษากันอยู่
คำตอบที่แน่ชัดและแน่นอนก็คือ การยกย่องหรือยอมรับศาสตร์ทั้งหลาย อยู่ที่ศาสตร์นั้นให้ผลได้มากกว่าผลเสีย ไม่ใช่ต้องให้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
การที่โหราศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด ยังคงได้รับความเชื่อถือสืบต่อกันมา ก็อยู่ที่พยากรณ์ได้ถูกมากกว่าผิด ไม่ใช่เพราะถูก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เสมอ เช่นเดียวกับศาสตร์ทั้งหลายนั่นเอง
ถ้าไม่หลงเข้าใจผิดคิดว่า โหราศาสตร์เป็นวิชาวิเศษผิดธรรมดา ศาสตร์นี้ก็ยังเป็นหลักวิชาที่มีค่าควรแก่การสนใจศึกษา และยังเป็นประโยชน์อยู่พอสมควร ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างไรเลย
ศาสตร์ทั้งหลายในโลก เกิดจาก “สถิติ” ทั้งสิ้น แพทยศาสตร์คาดหมายอาการของโรคได้ก็อาศัยสถิติ คือได้พบเห็นอาการของโรคนั้นมาก่อนแล้ว
เศรษฐศาสตร์คาดหมายแนวโน้มของเศรษฐกิจได้ก็อาศัยสถิติเช่นเดียวกัน และการวางแผนในกิจการใดๆ ก็ต้องอาศัยสถิติ
บูรพาจารย์ของแต่ละศาสตร์ได้ศึกษาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลายจนได้ “สถิติ” ที่ ค่อนข้างแน่นอน แล้ว จึงเอาสถิตินั้นมาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบเป็นหลักเกณฑ์สำหรับศึกษา เรียกว่า “ศาสตร์”
บูรพาจารย์ในวิชาโหราศาสตร์ก็ดำเนินรอยเดียวกันนี้ คือหลังจากได้ศึกษาสังเกตมาเป็นเวลาช้านาน ในที่สุดก็พบสถิติที่ค่อนข้างแน่นอนว่า ดาวพระเคราะห์ที่โคจรอยู่ในจักรวาลนั้น มีอิทธิพลต่อโลก เช่น ทำให้เกิดกลางวันกลางคืน เกิดฤดูกาล และเกิดน้ำขึ้นน้ำลง เป็นต้น และยังมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดโชค ประสบความสำเร็จ ลาภผล มีความสุขสมบูรณ์ หรือทำให้เกิดเคราะห์ เช่นประสบความล้มเหลวผิดหวัง มีความทุกข์ยากขัดสน
เมื่อได้สถิติแล้วก็บันทึกเป็นตำราไว้ ปรากฏว่าใช้ได้ผลเป็นที่เชื่อถือกันสืบมา
ส่วนการที่ถูกตั้งข้อรังเกียจว่า วิชาโหราศาสตร์ถูกนำไปใช้หลอกลวงคนนั้น ก็หาได้พ้นไปจากธรรมดาวิสัยของศาสตร์ทั้งหลายไม่
วิชาแพทยศาสตร์ก็เคยมีเรื่องเป็นข่าวว่า ถูกนำไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง
วิชาหนังสือพิมพ์ก็เคยถูกนำไปใช้หลอกลวงข่มขู่เรียกร้องทรัพย์สินอยู่บ่อยๆ
แม้พุทธศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์บริสุทธิ์ที่สุด ก็ยังถูกนำไปใช้ในทางไม่บริสุทธิ์ มีข่าวพระเล่นการพนัน พระยิงปืน พระมีเมีย พระทำเสน่ห์
แต่ที่ศาสตร์นั้นยังไม่ถูกคว่ำบาตรหรือถูกขจัดยกเลิก ก็เพราะบุคคลที่ทำความเสียหายมีส่วนน้อย และเพราะในศาสตร์นั้นๆ มีคนดีมากกว่าคนชั่ว
เมื่อกล่าวว่า ทางโหราศาสตร์อาศัยการโคจรของดวงดาวเป็นหลักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต หลายท่านก็เกิดความสงสัยว่า
ถ้าเหตุการณ์และปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของดวงดาว เมื่อดวงดาวโคจรผ่านพ้นราศีไปแล้ว เพราะเหตุใดเหตุการณ์และปัญหาจึงไม่สิ้นสุดยุติ หรือผ่านพ้นไปด้วย อย่างบางคนมีปัญหาหนี้สินอยู่ไม่รู้จบนับเป็นสิบปี ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ เพราะดาวแต่ละดวงโคจรผ่านราศีหนึ่งๆ ไม่ได้ใช้เวลายาวนานถึงเพียงนั้น
เรื่องปัญหาที่ยืดเยื้อไม่รู้จบสิ้นนี้ พอจะชี้ให้เห็นโดยเปรียบเทียบกับอาการเจ็บป่วยได้
มีคนป่วยเป็นจำนวนมากที่อยู่ในอาการทรงกับทรุดต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน คือเมื่อไปหาหมอได้รับการรักษาเยียวยา อาการก็ค่อยดีขึ้น อยู่ไปๆ ก็ทรุดลงอีก พอไปให้หมอตรวจรักษาอีก อาการก็ค่อยดีขึ้นอีก อยู่ไปๆ ก็ทรุดลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้
อาการเจ็บป่วยแบบนี้ พบสาเหตุว่าร้อยเกือบทั้งร้อย เพราะคนไข้ไม่ยอมละเว้นของแสลง
การเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้น อาจแยกออกได้เป็น ๒ ประการ คือเกิดเพราะสุขภาพร่างกายทรุดโทรมเองอย่างหนึ่ง และเกิดจากการติดเชื้อหรือรับเชื้อจากคนหรือสิ่งแวดล้อมอีกอย่างหนึ่ง
การเจ็บป่วยที่เกิดจากสุขภาพร่างกายทรุดโทรม เมื่อรักษาและบำรุงให้แข็งแรงดีแล้ว ก็เป็นอันหมดโรคหมดเรื่องกันไป
แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อหรือรับเชื้อจากคนหรือจากสภาวะแวดล้อม จะอาศัยเพียงการรักษาบำรุงร่างกายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ไขต้นตอที่แพร่เชื้อนั้นด้วย
เหตุการณ์ที่เป็นปัญหายุ่งยากก็เช่นเดียวกัน อาจเกิดขึ้นได้ ๒ ทาง คือเกิดจากอิทธิพลดวงดาวให้โทษในดวงชะตาโดยตรงทางหนึ่ง และเกิดจากอิทธิพลภาวะแวดล้อมให้โทษต่อดวงชะตาอีกอย่างหนึ่ง
ในกรณีแรก เมื่อดวงดาวโคจรพ้นราศีไปแล้ว เหตุการณ์ก็คลี่คลายหรือสิ้นสุดผ่านพ้นไป ส่วนในกรณีหลังจะต้องแก้ไขภาวะแวดล้อมด้วย ถ้าจะตั้งหน้าแก้ไขแต่เหตุการณ์อย่างเดียว ก็เหมือนกับการรักษาโรคโดยไม่งดเว้นของแสลง
สิ่งทีมีอิทธิพล หรือเป็นเชื้อให้เกิดเหตุการณ์ดีร้ายแก่ชีวิตได้ นอกเหนือไปจากดวงดาว มีกำหนดไว้ในหลักตำรา ๔ อย่าง เรียกว่า “จาตุรงคโชค” ได้แก่ สีอย่างหนึ่ง รัตนะอย่างหนึ่ง อักษรอย่างหนึ่ง และชัยภูมิอีกอย่างหนึ่ง
หากมองกันเผินๆ จะรู้สึกว่า ของทั้ง ๔ อย่าง ๔ ประเภทนั้นไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อชีวิตถึงขนาดก่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นได้อย่างไรเลย
แต่ถ้าคำนึงถึงอย่างรอบคอบ เปรียบเทียบกับการที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทุ่มเทความรู้และเวลาในการทดลองค้นคว้าด้านพลังงานทางเสียงและแสง รายงานว่าคลื่นเสียงก่อปฏิกิริยาต่อเซลล์ในมนุษย์ สัตว์ และพืช มีผลให้เกิดความเจริญความเสื่อมได้ไม่น้อย ก็ดี คลื่นแสงคือสีต่างๆ มีปฏิกิริยาต่อความรู้สึกจิตใจเป็นอย่างมาก ก็ดี ของทั้ง ๔ อย่างที่เรียกว่า “จาตุรงคโชค” จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะด่วนมองข้ามไปเสียทีเดียว
ผู้เขียนเคยพบดวงชะตาที่ต้องสะบักสบอมกับปัญหาแบบไม่รู้จบสิ้นมาหลายครั้งหลายราย และเคยสงสัยว่าดาวที่ให้โทษก็โคจรไปกันหมดแล้ว เพราะเหตุใดเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาจึงยังไม่หมด
ได้รับคำตอบหลักจากอาศัยหลักเกณฑ์คัมภีร์จาตุรงคโชคตรวจสอบดวงชะตาต่างๆ เป็นจำนวนมาก เป็นเวลาต่อเนื่องกันสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนกล้ากล่าวว่าเกือบทุกดวงที่มีปัญหาไม่รู้จบสิ้นนั้น มีจาตุรงคโชคที่ให้โทษอยู่ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอ
และเมื่อได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งให้โทษนั้นแล้ว ก็ปรากฏผลว่า เจ้าชะตา “ส่วนมาก” สามารถแก้ไขเหตุการณ์ให้คลี่คลายดีขึ้นได้
สุภาพสตรีรายหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เธอแต่งงานกับสามี อยู่กินกันมาจนเกือบจะมีหลานแล้ว ชีวิตราบรื่นเป็นสุขดี สามีเป็นคนใจคอเยือกเย็นรักลูกรักเมีย
หลังจากย้ายบ้านหลวงมาอยู่บ้านของตัวเองที่ซื้อจากหมู่บ้านจัดสรรได้ไม่นาน นิสัยใจคอของสามีก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวกับลูกๆ แม้กระทั่งกับเธอเอง ทำให้สงสัยว่าคงจะแอบไปมีใหม่ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋มไว้ที่ไหน แต่หลังจากสืบดูอย่างแน่ชัดแล้ว ก็ปรากฏว่าไม่มี
เมื่อสอบดวงชะตาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามคัมภีร์จาตุรงคโชคดู ก็พบว่าสีที่ใช้ทาห้องขัดกับดวงชะตา หลังจากที่แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว สภาวการณ์ในครอบครัวก็ค่อยๆ ดีขึ้น
รายหนึ่งมาถามว่า พระพุทธรูปที่เป็นอัปมงคลให้โทษมีไหม ผู้เขียนบอกว่าพระพุทธรูปเป็นวัตถุมงคล ไม่ใช่สิ่งอัปมงคลแน่นอน เขาว่าเขาได้เช่าพระบูชาเก่าแก่องค์หนึ่งมาด้วยราคาสูงมาก หลักจากที่เอาพระองค์นั้นเข้ามาบูชาในบ้านแล้ว สังเกตว่ามีเรื่องยุ่งยากเสียนั่นเสียนี่อยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนจึงแนะนำให้เขาลองเปลี่ยนสถานที่ประดิษฐานให้ถูกชัยภูมิตามดวงชะตา จะด้วยเหตุผลกลใดหรือจะเป็นการบังเอิญก็แล้วแต่ หลังจากที่เขาแก้ไขแล้วไม่กี่วันก็ประสบโชคใหญ่อย่างไม่คาดฝัน สภาวการณ์ก็กลับสู่ความสงบเรียบร้อยราบรื่นเหมือนอย่างเดิม
ผู้เขียนสังเกตเห็นสตรีรายหนึ่งมาหา สวมแหวนหัวสีน้ำเงินสดสวยสะดุดตามาก จึงถามว่าใส่แหวนวงนี้ติดนิ้วเป็นประจำหรือเปล่า เธอรับว่าใส่ ผู้เขียนบอกว่าเธอไม่ควรใส่ประจำ เพราะรัตนะสีนี้ให้โทษแก่ดวงชะตาของเธอ จะมีอิทธิพลทำให้หญิงอื่นเกิดมาสนใจแฟนของเธอ หรือไม่ก็จะทำให้สามีของเธอเกิดไปเผื่อแผ่น้ำใจให้หญิงอื่น พอผู้เขียนพูดจบ เธอก็ถอดแหวนใส่กระเป๋าทันที เพราะที่เธอมาหาก็เพราะจะมาสอบถามดวงชะตาในเรื่องสามีเธอไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นอยู่
การนำเรื่องนี้มากล่าว เพื่อเสนอต่อผู้สนใจในการตรวจสอบโชคเคราะห์ในดวงชะตาไว้เป็นข้อสังเกตว่า การแก้ไขปัญหาหรือเคราะห์ในดวงชะตานั้น เหมือนกับการรักษาโรค อย่ามุ่งแต่การกินยาฉีดยาอย่างเดียว ถ้าไม่ห่างหรือเว้นจากของแสลงแล้ว โรคก็ย่อมหายยากหรือไม่หายเลย การแก้ปัญหาหรือการแก้เคราะห์ในดวงชะตา จะต้องขจัดเชื้อหรือสื่อที่ทำให้เกิดโทษด้วย จึงจะได้ผล
ฉบับหน้าเราจะนำหลักเกณฑ์ของคำภีรํจาตุรงคโชคมานำเสนอให้ทุกท่านได้ทราบกันต่อไป โปรดติดตาม
(จากหนังสือที่ระลึกงานศพหลวงสุทธิภาศนฤพนธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยท่านอาจารย์ประทีป อัครา)
บทความที่เกี่ยวข้อง |